คำในใจของท่านประธานชนะ รักทองสุข
นายชนะ รักทองสุข

ข้าพเจ้านายชนะ รักทองสุข เป็นผู้ที่ด้อยความรู้−บารมี−ประสบการณ์ อีกทั้งเงินทองก็มีไม่มากนัก ข้าพเจ้าจึงไม่อาจรับตำแหน่งที่มีเกียรติเป็นประธานของมูลนิธิฯได้ แต่ด้วยความปรารถนาดีของพี่น้องชาว “ตระกูลหวัง” ที่ให้ความสนับสนุน และความไว้วางใจ ที่เห็นว่าข้าพเจ้ายังมีประโยชน์ต่อพี่น้อง “ตระกูลหวัง” จึงมีมติให้ข้าพเจ้าดำรงตำแหน่งประธานฯ จากสมัยที่ 5,6,7 และที่ 8 (ปัจจุบัน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนถึงเดี่ยวนี้ ประมาณ 4 สมัย ( 8 ปีแล้ว ) ถึงแม้ข้าพเจ้าจะได้รับความร่วมมือ−ร่วมใจจากคณะกรรมการบริหารงานของมูลนิธิด้วยความจริงใจ−รัก และสามัคคีก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังคิดว่าขาดตกบกพร่องไปอย่างมากทำให้มูลนิธิฯ ของเราก้าวหน้าและเจริญไม่เท่าที่ควร เพราะว่าตึกที่ทำการ และศาลาที่ตั้งป้ายของบรรพบุรุษนั้นได้ทรุดลงมามาก ผนังแตกร้าวดูแล้วอันตรายมาก ไม่เฉพาะดูแล้วไม่สง่างามการคมนาคมยังติดขัดอีก ที่จอดรถก็ไม่สะดวกบันไดในตัวอาคารทำท่าจะพังลงมา ทำให้ญาติพี่น้องจะกราบไหว้บรรพบุรุษประจำปีนั้น ก็ลดน้องลงทันตาเห็น แม้แต่ประชุมประจำเดือนของคณะกรรมการก็ไม่ค่อยมาประชุมกัน กลัวว่าวันใดวันหนึ่งเกิดตึกถล่มหรือมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้วพวกเราคณะกรรมการจะรับผิดชอบได้อย่างไร

ฉะนั้นเรื่องหนักอกอย่างใหญ่หลวงแบบนี้ ทำให้ข้าพเจ้ากินไม่ได้นอนไม่หลับเป็นเวลานาน และเป็นสาเหตุหนึ่งที่กระตุ้น ให้สรรหาที่ดินสร้างศาลใหม่แต่ว่าเงินในกระเป๋าไม่มีเลย เริ่มแต่กระผมได้รับตำแหน่งนี้ แม้แต่มูลนิธิจะมีเงินฝากอยู่ในสธนาคารประมาณ 7 แสนบาทก็ตาม เพราะว่าเป็นเงินฝากตาม (กองทุน) เบิกออกมาใช้ไม่ได้ (ฝากไว้ในนามของคุณสุรินทร์ และหมอสันติ) แม้จะมีรายรับจากวันไหว้บรรพบุรุษ และคณะกรรมการบริจาคประจำเดือนแล้วรายรับ−รายจ่ายก็เหลือไม่มากอย่างนี้จะทำอย่างไรดี

ฉะนั้นต้องประชุมหารือกัน เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2534 คณะกรรมการได้ประชุมวิสามัญลงมติให้หาที่สร้างศาลใหม่ จนเวลาล่วงเลยมานานเรื่องก็เงียบหายไป จนถึงปี พ.ศ. 2535 วันไหว้บรรพบุรุษข้าพเจ้าก็ประกาศทางไมโครโฟน−ฝาก−ขอร้อง และประชาสัมพันธ์ขอให้พี่น้องเราทุกคนช่วยกันดู และหาที่ดินที่เหมาะสม แต่ต้องอยู่ในบริเวณกรุงเทพฯ เนื้อที่อย่างต่ำ 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 2 ไร่ เมื่อเวลาผ่านไปอีก 2 ปี ก็ยังไม่สามารถหาที่ได้ แม้ต่อมาท่านประธาน กิตติมศักดิ์คุณสมบูรณ์ บูรณ์พานาการต์ จะแนะนำที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ข้างโรงงานของคุณสมบูรณ์ มีเนื้อที่ 2 ไร่เศษ พวกเราได้ไปดูและพิจารณาแล้ว เห็นว่าด้านหน้ากว้างประมาณ 20 เมตร แต่ลึกถึง 200 กว่าเมตร และยังมีบ้านผู้อยู่อาศัยด้วยและเป็นที่หนองน้ำ ราคาไร่ละ 4,000,000.−บาท (สี่ล้านบาทถ้วน) รวมเป็นเงินประมาณ 8,000,000.−บาท (แปดล้านบาทถ้วน) แต่เขาจะเอาเงินสด และต้องโอนภายใน 6 เดือน เราไม่มีเงินเรื่องมันก็เลยเงียบไปอีก

ต่อมาปี 2538 ท่านรองประธาน คุณภิรักษ์ ก็แนะนำว่ามีอาคารพาณิชย์ 3 คูหาอยู่ถนนเอกชัย ติดกับที่ว่าการบางกรวย แต่คณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่าอาคารพาณิชย์ คงจะไม่เหมาะสมกับการสร้างศาลและมูลนิธิ ลงมติว่าไม่เอาแต่ตึกของมูลนิธิก็เกิดทรุดมากขึ้น ผนังแตกร้าว บันไดทำท่าจะหักลง ประตูหน้าต่างก็เปิดไม่ได้ จะหาซื้อที่ดินใหม่เงินก็ไม่มี จะขายตึกมูลนิธิก็ไม่มีคนซื้อ

เวลาล่วงเลยไปอย่างเร็ว การดำรงตำแหน่งประธานฯ ของข้าพเจ้าก็จะครบวาระที่ต้องออกแล้วไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ (เริ่มแต่สมัยที่ 5,6,7) จาก พ.ศ. 2532−2537 เป็น 3 สมัย (รวม 6 ปี) ข้าพเจ้าก็รู้สึกท้อแท้ใจที่ไม่มีความสามารถจัดหาที่ดินใหม่ สร้างศาลของมูลนิธิได้ ข้าพเจ้าตั้งใจถอนตัว ให้พี่น้องคนอื่นสานงานต่อดีกว่า

เมื่อวันจัดงานไหว้บรรพบุรุษ และจัดเลี้ยงสังสรรค์ของวันที่ ก.พ. 2538 พร้องกับดำเนินการเลือกตั้งด้วย สุดท้ายนี้ผลของการเลือกตั้งประธานก็ ตกเป็นผมอีก แม้แต่ข้าพเจ้าจะปฏิเสธอย่างไรก็ไม่ได้ผล พี่น้องทุกคนให้กำลังใจและสนับสนุน ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือก และนึกถึงงานที่สร้างศาลใหม่ยังไม่สำเร็จ การดำรงตำแหน่งประธานมาแล้ว 6 ปี ก็ยังไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมาย ถอยก็ไม่ได้ต้องเดินหน้าต่อไป ดีที่บรรพบุรุษของเราได้ให้พรและบันดาลให้พี่น้องกรรมการทุกคน รู้จักสามัคคี กระตือรือร้น เสียสละเพื่องานของมูลนิธิฯ

ข้าพเจ้าก็ได้ปรารภว่า “ขอให้ในชีวิตนี้ของกระผมต้องร่วมกับคณะกรรมการสมัยที่ 8 นี้หาที่ดิน สร้างศาลบรรพบุรุษและที่ทำการของมูลนิธิให้ได้”

เริ่มตั้งแต่บัดนี้ ได้ประชุมลงมติตั้งกรรมการขึ้น 1 ชุด ตั้งชื่อ คณะกรรมการก่อสร้างศาลใหม่ ประกอบด้วย
1. คุณเอก อรุณวัฒนางค์กูล , คุณสันติ วยากรณ์วิจิตร , คุณสมบูรณ์ พานาการต์ เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์
2. คุณชนะ รักทองสุข เป็นประธานกรรมการ
3. คุณสวัสดิ์ อุ่ยสิทธิกุล , คุณสมศักดิ์ สุตติกุล , คุณปัญญา จงไทยรุ่งเรือง , คุณอภิรักษ์ วิเชียรโรจน์จรัล , คุณก๊วด พุทธเกสร , คุณไต้จี้ แซ่หวัง , คุณอดิเรก วงศ์ไวโรจน์ , เป็นรองประธานกรรมการ
4. คุณจงกลนี อุ่ย , คุณวิบูลย์ รักทองสุข , คุณชัยสิทธิ์ วิบูลย์โชคเศรษฐ์ เป็นเลขาฯ
5. คุณอนันต์ สุวรกุล , คุณอ่วง อันพก เป็นเหรัญญิก
คณะกรรมการได้ไปดูแล้ว วันนั้นมีข้าพเจ้า , คุณปัญญา , คุณไต้จี้ , คุณดิเรก , คุณอนันต์ , คุณสวัสดิ์ , คุณสมศักดิ์ , คุณพุดเกียง และคุณอันไฮ้ ทั้งหมดได้ลงความเห็นด้วยแต่พวกเรายังอดห่วงไม่ได้ว่า เรื่องเงินจะไปหาที่ไหน? ราคาเท่าไร?

ในวันที่ 6 เมษายน 2538 ข้าพเจ้าก็เรียกประชุมคณะกรรมการก่อสร้างขึ้นที่มูลนิธิ ในวันนั้นมีคณะกรรมการที่มาประชุมคือ

1. ข้าพเจ้า (นายชนะ รักทองสุข)
2. คุณเอก
3. คุณปัญญา 4. คุณลกเฮง
5. คุณไต้จี้ 6. คุณสวัสดิ์
7. คุณสมศักดิ์ 8. คุณเด่าเอ๊ก
9. คุณพุดเกียง 10. คุณดิเรก
11. คุณลกเชี่ยว 12. คุณเกาหั่ง
13. คุณเข่งโต้ 14. คุณจงกลณี
15. คุณวิบูลย์ 16. คุณไอ้ยี้
17. คุณก๊วด  

รวมแล้ว 20 กว่าท่าน วาระที่ประชุมคือ
1. ปรึกษาหารือเกี่ยวกับที่ดินที่ดูมาแล้วเหมาะสมหรือไม่?
ลงมติเป็นเอกฉันท์ : ที่ดินเหมาะสมมากให้ซื้อได้
2. เรื่องราคาวาละเท่าไร?
ลงมติเป็นเอกฉันท์ : ตกราคาวาละ 30,000.−บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) ขอซื้อ 400 ตารางวา เป็นเงิน 12,000,000.− บาท (สิบสองล้านบาทถ้วน)
3. ปรึกษาหารือเกี่ยวกับการขายที่ทำการของมูลนิธิเดิม?
ลงมติเป็นเอกฉันท์ : ตกราคาขายขาด 7,000,000.−บาท (เจ็ดล้านบาทถ้วน) มอบหมายให้คุณปัญญา เป็นผู้ติดต่อ การขายตึกทำการของมูลนิธิ
4. อื่นๆ (ถ้ามี) : ไม่มี

ในวันนั้น มีอยู่ว่าคุณก๊วดได้เสนอราคาวาละ 30,000.− บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) ซื้อ 400 ตารางวา เป็นเงิน 12,000,000.−บาท (สิบสองล้านบาทถ้วน) ขาด−เกินก็ถือตารางวาละ 30,000.−บาท (สามหมื่นบาทถ้วน) เพิ่มละลดตามเนื้อที่ คุณเอก อรุณวัฒนางค์กูล แถลงว่าราคาไม่แพง เพราะว่าในระหว่างนั้นเขาขายตารางวาละ 40,000.−บาท ถึง 50,000.− บาท แต่ราคาไม่ต่อรอง แต่เมื่อเราทุกคนก็เป็นลูกหลานของตระกูลหวังอยากเห็นตระกูลหวังของเรา อยู่ในสังคมอย่างสง่าผ่าเผย เราก็ต้องมีศาลและที่ทำการของมูลนิธิ (เพื่อรวบรวมพี่น้องเชื้อสายเดียวกัน)

ฉะนั้นการสร้างศาลใหม่และที่ทำการของมูลนิธิฯ พวกเราตระกูลหวังทุกคนมีหน้าที่ต้องบันดาลให้งานของมูลนิธิชิ้นสำคัญนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ในวันนั้นคุณก๊วด พุทธเกสร ซึ่งเป็นรองประธานของมูลนิธิและเป็นรองประธานอนุกรรมการก่อสร้างด้วย ขั้นต้นขอบริจาคเงินสมทบทุนก่อสร้างจำนวนเงิน 3,000,000.−บาท (สามล้านบาทถ้วน) ต่อด้วยข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นนิมิตหมายอันดีงาม และขอบริจาค 2,000,000.−บาท (สองล้านบาทถ้วน) ต่อด้วยคุณเอก อรุณวัฒนางค์กูล ประกาศว่าขั้นต้นขอบริจาค 1,000,000.−บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) ก่อน ถ้าไม่พอก็จะออกให้อีก คุณสวัสดิ์ อุ่ยสิทธิกุล , คุณสมศักดิ์ สุตติกุล , คุณปัญญา จงไทยรุ่งเรือง , คุณไต้จี้ แซ่หวัง , คุณดิเรก วงศ์ไวโรจน์ , คุณอนันต์ สุวรกุล , คุณพุตตุ้น แซ่หวัง และท่านรองเจียม อุยยามะพันธ์ รวม 8 ท่าน ท่านละ 100,000.−บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)

รวมเป็นเงิน 800,000.− (แปดแสนบาทถ้วน) โกเข่งซัง แซ่อุ่ย 250,000.−บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) และญาติพี่น้องอีก 10 กว่าราย เป็นเงินประมาณ 200,000.−บาท (สองแสนบาทถ้วน) และได้ข่าวว่าท่านรองอภิรักษ์ วิเชียรโรจน์จรัล ก็จะบริจาคให้ 500,000.−บาท (ห้าแสนบาทถ้วน) ถ้าพวกเราทำจริง ฉะนั้นแค่วันแรกก็ได้แล้วประมาณ 7,500,000.−บาท (เจ็ดล้านห้าแสนบาทถ้วน) การขายอาคารหลังเก่าได้ 6,500,000.−บาท (หกล้านห้าแสนบาทถ้วน) รวมงบประมาณรายรับขั้นต้นได้ 14,000,000.−บาท (สิบสี่ล้านบาทถ้วน)

ตั้งงบประมาณรายจ่ายมีดังนี้
1. ค่าก่อสร้าง – โครงสร้าง รวม 3,350,000.−บาท (สามล้านสามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน) อันนี้กำลังสร้างตามสัญญาจ้างอยู่
2. ค่าประปา – ค่าขอไฟฟ้า (ติดตั้งด้วย) ค่าทาสี – ค่าตกแต่ง – ครุภัณฑ์ – เฟอร์นิเจอร์ ประมาณ 1,000,000.−บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) อันนี้จำเป็นต้องให้เสร็จพร้อมกับอาคาร
3. ขั้นตอนที่ 3 งานยังเหลืออีกต้องทำมุงหลังคากระเบื้องดินเผา − ปั้นตัวมังกรในศาลวาดตัวมังกร – เขียนภาพมีภาพวาดผนัง ถ้าสร้างแล้วเสร็จ จะเหมือนศาลเจ้าจีนโบราณ สง่า ดุจเด่นสวยงาม
ประมาณ (กว่า 2 ล้านบาท) 2,000,000.− บาท
ค่าที่ดิน 12,000,000.− บาท
รวมแล้วค่าก่อสร้างทั้งหมด 19,000,000.− บาท

หักรายรับแล้ว ยังขาดเงินอีก 5,000,000.−บาท (ห้าล้านเศษ) ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอวิงวอนให้พี่น้องชาว “ตระกูลหวัง” ช่วยกันควักกระเป๋าช่วยบริจาคสร้างศาลของตระกูลซึ่งเป็นถาวรวัตถุ หาอยู่คงทนคงประพันธ์ นึกถึงตอนที่ขายตึกไม่ได้ เงินตราก็ไม่มี แต่ได้อัศวินขี่ม้าขาวมาโปรด คือ คุณก๊วด พุทธเกสร สนับสนุนเต็มที่ อนุญาตให้ลงมือก่อสร้างได้เลย เรื่องเงินและเงื่อนไขอื่นๆ เอาไว้คุยกันทีหลัง

ลูกหลานดีๆ อย่างนี้หาได้ยากมาก พอข้าพเจ้าได้รับความยินยอมให้ก่อสร้างก่อนจ่ายที่หลังแล้ว ดีใจ ตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออก

 

ศาลตั้งป้ายบรรพบุรุษหลังเก่า ที่ดาวคะนอง
 
การยกเสาเอกต้นที่ 1 - ศาลตั้งป้ายบรรพบุรุษหลังปัจจุบัน
 
ศาลตั้งป้ายบรรพบุรุษหลังปัจจุบัน
 


ข้าพเจ้าจึงได้เอารูปแบบตัวอาคารที่จะสร้างใหม่นั้น ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแล้ว มามอบให้ท่านรองสวัสดิ์ อุ่นสิทธิกุล ไปหาวิศวกรคำนวณ และเซ็นต์รับรอง และมอบอำนาจให้ดำเนินการ ขออนุญาตจากทางราชการ แต่เมื่อไม่ให้งานมันชักช้า เราจึงประกาศเรียกประมูล สืบราคาทำการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2539 อยู่ที่โรงแรมนานาห้องทำงานของคุณเอก อรุณวัฒนางค์กูล เปิดซองการประมูลก่อสร้างศาลใหม่ ปรากฏว่ามีผู้รับเหมายื่นซอง 2 ราย
1. บริษัท ยู เอส ซี คอนล์ตรัสชั่น จำกัด
เสนอราคา 3,885,834.00− (ไม่รวมค่าปูกระเบื้อง)
2. บริษัท ยูเนียน คอนล์ตรัสชั่น แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
เสนอราคา 3,795,493.39−
(รวมทั้งปูกระเบื้องและลดให้อีก 100,000.−บาท)
สรุปแล้วงานนี้ได้เหมาให้บริษัท ยูเนียนฯ รับไปดำเนินการในราคา 3,350,000.−บาท ได้ทำสัญญาแล้วเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2539 มีกำหนดการก่อสร้าง 150 วัน

วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 (วันพฤหัสบดี) ได้ฤกษ์ตีเสาเข็มต้นที่ 1 แล้ว
วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2539 (วันพุธ) ข้าพเจ้าได้อัญเชิญท่านโป๊ยเซียนโจวซือ จาก สมาคมพุทธมามกสว่างประทีปธรรมสถาน ศรีราชา มาประทับทรงบัญชาให้ดำเนินการยกเสาเอกต้นที่ 1 ในเวลา 9.39 น. เมื่อเสร็จพิธีแล้วคุณก๊วดเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารที่ร้านคุณหญิง ถนนศรีนครินทร์ มีตัวข้าพเจ้าเอง (นายชนะ) , คุณก๊วด , คุณนันทา , คุณอนันต์ , คุณสวัสดิ์ , คุณสมศักดิ์ , คุณดิเรก

เมื่อคิดย้อนหลังไปอีกนิด เรื่องการติดต่อขายตึกของมูลนิธินั้น ตั้งแต่มอบหมายให้ คุณปัญญา จงไทยรุ่งเรือง ไปแล้ว เวลาผ่านไป 7−8 เดือนแล้ว เรื่องก็เงียบหายไป

แต่เป็นการศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษเรา อยู่ ๆ คุณภัสวุฒิก็มาขอเสนอซื้อตึกของเราในราคา 5,000,000.− บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) ในที่สุดตกลงในราคา 6,500,000.− บาท (หกล้านห้าแสนบาทถ้วน) แต่ตกลงจะจ่ายเป็นเงินสด 6,000,000.−บาท (หกล้านบาทถ้วน) อีกห้าแสนบาทจะจ่ายเป็นแอร์ให้ครบตามจำนวนเงินและนัดวางมัดจำ กำหนดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 ทำการชำระเงินและโอนตึกและที่ดินด้วย

เมื่อถึงกำหนด วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 คณะกรรมการของเรา 10 ท่าน (ขาดอีก 2 ท่าน คือ คุณอภิรักษ์ และคุณไต้จี้) ได้พร้อมกับฝ่ายผู้ซื้อ คุณภัสวุฒิมาที่ที่ดินจังหวัดธนบุรี เพื่อทำนิติกรรมโอนตึก และรับเงินตามสัญญา เมื่อได้รับเงินมาแล้วตึกก็ได้โอนไปเรียบร้อยแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 เราได้เรียกประชุมที่ 1/2540 กำหนดวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540
ณ ห้องประชุมชั้น 2 มีวาระการประชุมดังนี้
1. ประธานกล่าวเปิดประชุม และรายงานความก้าวหน้าของการก่อสร้างศาลใหม่
2. ท่านเลขานุการได้รายงานการประมูล−ก่อสร้าง และคัดเลือกบริษัทรับเหมาทำการ
3. ประธานกล่าวเรื่องการซื้อที่ดินของคุณก๊วด แล้วยังไม่ได้จ่ายเงิน : บัดนี้เราได้เงินค่าขายตึกแล้ว 6,000,000.−บาท (หกล้านบาทถ้วน) จะดำเนินการอย่างไร?
ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ ให้จ่ายเงินค่าที่ดินให้คุณก๊วดก่อน 5,000,000.−บาท (ห้าล้านบาทถ้วน) ที่เหลือนั้นขอเวลา 1 ปีก่อน ถ้าถึงกำหนดทางมูลนิธิยังไม่สามารถจ่ายให้กับผู้ขาย ผู้ขายขอคิดค่าตอบแทน 100 ละ 1 ต่อปี จนกว่าผู้ซื้อจ่ายให้ผู้ขายวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2540 เราได้ทำสัญญามอบอาคารให้กับผู้ซื้อแล้ว แต่การก่อสร้างศาลใหม่ของเราก็ยังไม่แล้วเสร็จตามกำหนด

ฉะนั้นข้าพเจ้าได้ออกหนังสือเรียกประชุมที่ 2/2540 ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2540 มีวาระการประชุมดังนี้
1. ปรึกษาหาฤกษ์ ทำการย้ายป้ายบรรพบุรุษ ไปที่ชั้นล่างของศาลใหม่
ลงมติตามที่ข้าพเจ้าได้ให้ท่านเซียนซือบัญชาเป็นวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2540 เวลา 08.00 น. – 10.50 น.
2. ปรึกษาการประกอบพิธีการตามศาสนา

ลงมติให้คณะกรมการอัญเชิญท่านองค์โป๊ยเซียนโจวซือมาประทับทรงชี้แนะ และประกอบพิธีการเป็นสิริมงคล ให้กิจการของมูลนิธิเจริญก้าวหน้าให้ลูกหลานของตระกูลหวัง รุ่งเรือง ผาสุก

ข้าพเจ้าขอกราบเรียนเชิญให้พี่น้องคณะกรรมการพยายามชักจูงให้เด็กรุ่นหลังมามูลนิธิให้มากเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่ว่าจะมาไหว้บรรพบุรุษเพียงอย่างเดียวเรายังต้องสร้างและปลูกฝังให้พี่น้องสายเลือดเดียวกัน บริการด้านสวัสดิการสนับสนุนการศึกษา สร้างความรู้รัก – สามัคคี ในหมู่คณะเพื่อจะได้สานต่อถึงเจตนารมณ์ของพวกเราสืบไป

สุดท้ายนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนวิญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษของตระกูลหวัง สูงถึงฮ่องเต้ลงมาถึงย้วดเต้าตลอดจนองค์ท่านที่ประทับอยู่ ณ ศาลนี้จวบปกป้องคุ้มครองให้ลุกหลาน เหลน รู้รักสามัคคี มีน้ำใจให้กัน เป็นห่วงและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ทำให้มูลนิธิตระกูลหวัง ยืนอยู่ในสังคมอย่างสง่าผ่าเผย ไม่น้อยหน้าใครแสดงถึงพวกเราเลือดเนื้อเชื้อไขของฮ่องเต้เป็นพญามังกรเปล่งรัศมีประกายความสว่างทั่วนิรันดร

ประธานมูลนิธิ

(นายชนะ รักทองสุข)
20 เมษายน 2540